ลองสมมติว่าธุรกิจมีลูกค้าสองคน อายุ 35 ปี เพศหญิง อาศัยอยู่กรุงเทพฯ และมีรายได้ใกล้เคียงกัน
คนแรกเลือกบริการเพราะต้องการประหยัดเวลา ยอมจ่ายเพิ่มเพื่อ Convenience และซื้อเกือบทุกสัปดาห์
อีกคนใช้เฉพาะตอนมี Promotion เปรียบเทียบราคาหลายแบรนด์ และซื้อเพียงเดือนละครั้ง
จากมุม Demographic ทั้งสองคนดูคล้ายกันมาก
จากมุม Customer Need และ Behavior ทั้งสองคนอาจต้องการ Proposition, Message และ Offer คนละแบบ
นี่ไม่ได้หมายความว่า Age หรือ Gender ไม่มีประโยชน์ แต่ชี้ให้เห็นข้อจำกัดสำคัญของ Demographic Segmentation: คนที่ “ดูเหมือนกัน” อาจมีเหตุผลในการซื้อและพฤติกรรมที่ต่างกันมาก ขณะเดียวกันลูกค้าที่อายุต่างกันก็อาจมี Need เดียวกันได้
ดังนั้น Segmentation ที่ดีไม่ควรถามเพียงว่า “แบ่งลูกค้าได้กี่กลุ่ม?” แต่ต้องถามต่อว่า “กลุ่มที่แบ่งออกมาช่วยให้เราตัดสินใจแตกต่างกันได้หรือไม่?”
Demographic ช่วยบอกว่า “ใคร” แต่ Need และ Behavior มักช่วยอธิบายว่า “ทำไม” และ “ทำอะไรต่อ”
Customer Segmentation ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ควรใช้ Age หรือ Behavior?” แต่ควรเริ่มจาก “เราจะใช้ Segment ตัดสินใจอะไร?”
ถ้าต้องการประเมิน Market Size, วาง Media Targeting หรืออธิบาย Profile ของลูกค้า อายุ เพศ รายได้ พื้นที่ และ Life Stage ยังมีประโยชน์
แต่ถ้าต้องการออกแบบ Product, Value Proposition, CRM, Retention Strategy หรือ Personalized Offer ข้อมูล Need, Benefit Sought, Usage Behavior, Purchase Frequency และ Customer Value มักเชื่อมกับ Action ได้ตรงกว่า
แนวทางที่ใช้ได้จริงคือ:
Need / Behavior → สร้างความแตกต่างที่มีความหมายต่อ Decision
Demographic → อธิบายว่าแต่ละ Segment เป็นใครและจะเข้าถึงได้อย่างไร
งานด้าน Need-based Segmentation มีข้อเสนอมาอย่างต่อเนื่องว่า Segment ที่สร้างจากความต้องการหรือ Buying Motives สามารถใช้ร่วมกับข้อมูลเชิงพรรณนาเพื่อพัฒนา Marketing Strategy ที่เฉพาะกลุ่มได้ ไม่จำเป็นต้องมอง Need และ Demographic เป็นทางเลือกที่ตัดกัน
Segmentation ที่ดีต้องเริ่มจาก Decision ไม่ใช่เริ่มจากตัวแปรที่มีอยู่ใน Database
ธุรกิจมักเริ่ม Segment จากข้อมูลที่มีง่ายที่สุด เช่น:
- อายุ
- เพศ
- จังหวัด
- รายได้
- Membership Tier
ข้อมูลเหล่านี้ใช้ง่าย แต่ “มีข้อมูล” ไม่ได้แปลว่า “เป็นฐานแบ่ง Segment ที่ดีที่สุด”
ก่อนเลือกตัวแปร ควรถามว่า Segment จะถูกใช้ตัดสินใจอะไร
ตัวอย่าง:
ถ้าต้องการซื้อ Media → Demographic, Geography และ Platform Behavior อาจสำคัญ
ถ้าต้องการออก Product Package → Need, Benefit Sought และ Willingness to Pay อาจสำคัญกว่า
ถ้าต้องการเพิ่ม Repeat Purchase → Frequency, Recency, Category Usage และ Promotion Response อาจมีประโยชน์กว่า Age
ถ้าต้องการออกแบบ Brand Positioning → Need, Motivation, Perception และ Competitive Alternatives อาจสำคัญ
หลักสำคัญคือ: Segmentation Base ควรสัมพันธ์กับ Business Action ที่จะเกิดหลังจากแบ่งกลุ่ม
Demographic Segmentation ตอบคำถามว่า “ลูกค้าคือใคร?”
Demographic Variables เช่น:
- Age
- Gender
- Income
- Education
- Occupation
- Household Structure
- Life Stage
มีข้อดีชัดเจน
ข้อมูลหาได้ค่อนข้างง่าย
เข้าใจง่าย
นำไปเชื่อมกับ Market Size หรือ Media Planning ได้
ช่วยให้ทีมเห็น Profile ของ Segment อย่างรวดเร็ว
และบาง Category มีความสัมพันธ์กับ Life Stage หรือ Demographic จริง เช่น Financial Products, Education, Healthcare หรือสินค้าเกี่ยวกับครอบครัว
ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้ Demographic
ปัญหาเกิดเมื่อเราสมมติว่า Demographic คือเหตุผลของ Behavior โดยอัตโนมัติ
Age 25–34 อาจบอกว่าใครอยู่ในกลุ่ม
แต่ยังไม่บอกว่า:
ทำไมเขาเลือกสินค้า?
เขากำลังแก้ปัญหาอะไร?
อะไรทำให้เปลี่ยน Brand?
อะไรทำให้ยอมจ่ายเพิ่ม?
อะไรทำให้กลับมาซื้อ?
Need-based Segmentation ช่วยเข้าใจว่า “ลูกค้ากำลังพยายามได้อะไร?”
Need-based Segmentation แบ่งลูกค้าจากความต้องการหรือ Benefits ที่พวกเขามองหา
ตัวอย่างในบริการส่งอาหาร ลูกค้าอาจไม่ได้แบ่งเพียง:
18–24 ปี
25–34 ปี
35–44 ปี
แต่แบ่งได้เป็น:
Convenience Seekers
ต้องการประหยัดเวลาและลดความยุ่งยาก
Value Seekers
ต้องการความคุ้มค่าและ Promotion
Choice Seekers
ให้ความสำคัญกับตัวเลือกร้านและเมนู
Reliability Seekers
ต้องการความแน่นอน ความรวดเร็ว และการส่งตรงเวลา
Need เหล่านี้สามารถมีอยู่ในหลาย Age Groups พร้อมกัน
งานด้าน Need-based Segmentation เสนอให้ใช้ Needs หรือ Buyer Motives เป็นแกนหลักในการค้นหากลุ่มที่ต้องการ Proposition ต่างกัน แล้วใช้ข้อมูลเชิงพรรณนาเพื่อทำความเข้าใจและเข้าถึง Segment เหล่านั้นต่อ
Behavioral Segmentation ตอบว่า “ลูกค้าทำอะไรจริง?”
Behavioral Data มีข้อได้เปรียบอีกแบบ เพราะอิงจากสิ่งที่ลูกค้าทำจริง เช่น:
- Purchase Frequency
- Recency
- Average Order Value
- Product Category Used
- Usage Frequency
- Promotion Redemption
- Channel Used
- Feature Usage
- Churn / Retention
- Customer Lifetime Value
ตัวอย่าง:
Customer A
อายุ 28 ปี
ซื้อ 2 ครั้งต่อเดือน
ใช้ Coupon 80% ของ Orders
Customer B
อายุ 48 ปี
ซื้อ 2 ครั้งต่อเดือน
ใช้ Coupon 75% ของ Orders
จากมุม Demographic ต่างกันมาก
แต่จากมุม Promotion Behavior อาจอยู่ในกลุ่มที่คล้ายกัน
ในบริบท Loyalty McKinsey เสนอให้ใช้ Behavioral Segmentation เพื่อให้ Intervention เชื่อมกับพฤติกรรมปัจจุบันและพฤติกรรมที่ธุรกิจต้องการให้เกิดในอนาคตมากขึ้น
แต่ Behavior ก็ยังไม่ได้บอก “ทำไม” ทั้งหมด
นี่คือจุดที่หลายธุรกิจเปลี่ยนจากข้อผิดพลาดแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง
จากเดิม: “Age อธิบายทุกอย่าง”
กลายเป็น: “Transaction Data อธิบายทุกอย่าง”
สมมติลูกค้าสองคนซื้อเดือนละครั้งและ Average Basket เท่ากัน
Behavior ดูเหมือนกัน
แต่คนแรกซื้อเพราะ Trust Brand สูง
อีกคนซื้อเพราะร้านอยู่ใกล้บ้านที่สุด
อีกคนอาจซื้อเพราะคู่แข่งไม่มี Stock
Behavior บอกว่าเกิดอะไรขึ้น
Need, Motivation หรือ Context ช่วยอธิบายว่าทำไม
ดังนั้น: Behavior ≠ Motivation
เช่นเดียวกับ: Demographic ≠ Need

วิธีที่ใช้ได้จริง: สร้าง Segment จาก Need หรือ Behavior แล้วใช้ Demographic เพื่อ Profile
สมมติ Research พบ 4 Need-based Segments:
Segment 1: Convenience First
Segment 2: Value Maximizers
Segment 3: Quality Seekers
Segment 4: Explorers
ขั้นต่อไปไม่ใช่หยุดที่ชื่อ Segment ควร Profile แต่ละกลุ่มต่อด้วย:
- • Age
- Gender
- Income
- Region
- Channel
- Purchase Frequency
- Customer Value
- Brand Usage
- Media Behavior
ตัวอย่างอาจพบว่า:
Convenience First มีอายุหลากหลาย แต่กระจุกในเมืองใหญ่และมี Purchase Frequency สูง
Value Maximizers มีทุก Age Group เช่นกัน แต่ตอบสนองต่อ Promotion มากกว่า
Quality Seekers มี Average Order Value สูงและใช้ Premium Product มากกว่า
Demographic จึงยังมี Value
แต่ทำหน้าที่เป็น: Descriptor และ Activation Variable
มากกว่าจะถูกใช้เป็นเหตุผลทั้งหมดในการสร้าง Segment
แนวคิดนี้สอดคล้องกับงาน Need-based Segmentation ที่เสนอให้ผสานข้อมูล Needs กับ Descriptive Buyer Data เพื่อให้ Segment สามารถนำไปใช้ทางการตลาดได้จริง
อย่า Segment จากตัวแปรที่ “ต่างกันทางสถิติ” แต่ไม่ต่างกันทางธุรกิจ
สมมติ Analysis พบว่า Segment A มีอายุเฉลี่ย 36 ปี และ Segment B อายุเฉลี่ย 41 ปี
ต่างกันทางสถิติอาจเป็นไปได้ถ้า Sample ใหญ่
แต่ต้องถามต่อ:
Marketing จะทำอะไรต่างกัน?
Product จะเปลี่ยนหรือไม่?
Offer จะต่างหรือไม่?
Sales Approach จะต่างหรือไม่?
ถ้าคำตอบคือ “ไม่ต่าง”
Age Difference อาจไม่มี Business Significance มากพอที่จะเป็นแกนหลักของ Segmentation
Segmentation ที่ดีควรสร้างความแตกต่างที่นำไปสู่ Action ได้ ไม่ใช่เพียงความแตกต่างที่ Model สามารถหาเจอ
Segment ต้องมีความต่างระหว่างกลุ่ม และมีความคล้ายกันพอภายในกลุ่ม
หลักเชิงแนวคิดของ Segmentation คือพยายามสร้างกลุ่มที่:
ภายใน Segment มีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ Decision คล้ายกันพอ
ระหว่าง Segment มีความแตกต่างที่มีความหมาย
ตัวอย่างที่ไม่ดี:
Segment A = คนอายุ 20–29
แต่ภายในกลุ่มมีทั้ง:
Price-sensitive Buyers
Premium Buyers
Heavy Users
Non-users
ถ้าความต่างภายในกลุ่มสูงมาก Age Band อาจไม่ได้ช่วยให้ตัดสินใจอะไรเพิ่ม
งานวิจัยด้าน Customer Segmentation ยังพบกรณีที่ลูกค้ามีพฤติกรรมคล้ายกันแต่ Demographic ต่างกัน และลูกค้าที่ Demographic คล้ายกันกลับมี Behavior ต่างกัน ซึ่งตอกย้ำว่า Profile และ Behavior ไม่ได้ทดแทนกันโดยตรง
Need-based Segment จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อแต่ละกลุ่มต้องการ Action ต่างกัน
สมมติแบ่งออกมาได้:
Segment A: Convenience
Segment B: Quality
Segment C: Value
แต่สุดท้ายทุกกลุ่มได้รับ:
Product เดียวกัน
Message เดียวกัน
Offer เดียวกัน
Channel เดียวกัน
Customer Experience แบบเดียวกัน
ในกรณีนี้ Segmentation อาจสวยใน Presentation แต่ยังไม่สร้าง Decision Value มากนัก
ลองถามแต่ละ Segment ว่า:
- Proposition ควรต่างอย่างไร?
- Message ควรเน้นอะไร?
- Product / Service Design ควรต่างหรือไม่?
- Price หรือ Package ควรต่างหรือไม่?
- Channel ใดควร Prioritize?
- Retention Action ต่างกันหรือไม่?
ถ้าตอบไม่ได้ อาจต้องกลับไปทบทวนว่าฐาน Segmentation เชื่อมกับ Business Question จริงหรือไม่
Behavioral Segment ก็ต้องระวังว่า “อดีต” ไม่เท่ากับ “อนาคต”
Behavioral Segmentation มักสร้างจาก Historical Data
เช่น:
High Frequency
High Value
Promotion-sensitive
Lapsed
New Customer
ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์มากสำหรับ CRM และ Sales Activation แต่มีข้อจำกัด:
ลูกค้าที่ High Value วันนี้อาจลดการใช้ในอนาคต
Lapsed Customer อาจหายไปเพราะ Need เปลี่ยน ไม่ใช่เพราะ Brand Experience แย่
Promotion-sensitive Behavior อาจเกิดจาก Campaign Design ในอดีต
Historical Behavior จึงควรใช้ร่วมกับ:
Current Need
Context
Lifecycle
และ Outcome ที่ต้องการทำนายหรือเปลี่ยน
อายุและเพศมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อมีเหตุผลเชิงธุรกิจรองรับ
ไม่จำเป็นต้องพยายามหลีกเลี่ยง Demographic ทุกครั้ง
ถ้า Business Hypothesis มีเหตุผล เช่น:
Life Stage ส่งผลต่อ Product Need
Household Size เชื่อมกับ Package Size
Age เกี่ยวข้องกับ Eligibility หรือ Usage Context
Geography เกี่ยวข้องกับ Availability
Income หรือ Budget Constraint เกี่ยวข้องกับ Affordability
Demographic Variables อาจมีบทบาทสำคัญ
แต่ควรใช้เพราะมี Business Logic และ Evidence สนับสนุน
ไม่ใช่เพราะเป็น Column ที่มีอยู่แล้วใน CRM
สำหรับ B2B อย่าหยุดที่ Industry และ Company Size เช่นกัน
หลักเดียวกันใช้กับ B2B
Firmographic Variables เช่น:
- Industry
- Revenue
- Company Size
- Region
- Number of Employees
มีบทบาทเหมือน Demographic ใน B2C
ช่วยอธิบายว่า Account คือใคร
แต่บริษัทขนาดเท่ากันใน Industry เดียวกันอาจมี Need ต่างกันมาก
ตัวอย่าง:
Company A ต้องการ Cost Reduction
Company B ต้องการ Speed
Company C ต้องการ Compliance
Company D ต้องการ Integration
งาน Industrial Marketing Management ปี 2024 เสนอ Multi-dimensional B2B Segmentation ที่รวม Customer Needs, Behaviors และ Needs ของ Downstream Customers แทนการพึ่งฐานเพียงประเภทเดียว
Segmentation ที่ดีมักเป็น Multi-dimensional มากกว่าตัวแปรเดียว
ในทางปฏิบัติ Segment ที่มีประโยชน์อาจผสมหลาย Layer เช่น:
Primary Segmentation Base: Need / Motivation
Profile Variables: Age / Gender / Region
Behavior Variables: Frequency / Spend / Channel
Value Variables: Revenue / Margin / CLV
Activation Variables: CRM Reachability / Media / Sales Channel
ตัวอย่าง: “Convenience-led Heavy Users”
มี Need หลักคือ Convenience
ใช้บริการ 4+ ครั้งต่อเดือน
ส่วนใหญ่อยู่ใน Urban Area
มี AOV กลางถึงสูง
ตอบ Push Notification ได้ดี
ชื่อและ Definition นี้มีประโยชน์ต่อ Action มากกว่า: “Women 25–34”
ถ้า Age / Gender ไม่ได้อธิบายความต่างของ Decision ที่ธุรกิจกำลังทำ

ตัวอย่าง: Segment ร้านกาแฟจาก Age เทียบกับ Need
Version A: Demographic Segmentation
18–24
25–34
35–44
45+
ง่ายต่อการรายงาน แต่ยังไม่รู้ว่าแต่ละกลุ่มควรได้รับ Proposition อะไร
Version B: Need-based Segmentation
Quick Routine ต้องการเครื่องดื่มที่คุ้นเคยและเร็วในวันทำงาน
Coffee Enthusiasts ให้ความสำคัญกับ Taste, Bean และ Quality
Affordable Treat ต้องการความรู้สึกดีในราคาที่คุ้ม
Social / Experience ใช้ร้านเป็นพื้นที่พบปะหรือพักผ่อน
จากนั้นจึง Profile พบว่าแต่ละ Need Segment มี Age Mix อย่างไร
ผลลัพธ์นี้ช่วยให้ทีมแยก:
Product
Store Experience
Message
Promotion
และ Channel
ได้ชัดขึ้น
Age ยังคงมีประโยชน์ แต่เข้ามาช่วยอธิบาย Segment ไม่จำเป็นต้องเป็น Segment Definition ตั้งแต่ต้น
อีกตัวอย่าง: CRM ควรเริ่มจาก Behavior มากกว่า Persona หรือไม่?
ถ้าคำถามคือ: “สัปดาห์หน้าควรส่ง Offer ให้ใคร?”
Behavior อาจมี Actionability สูงกว่า Need-based Persona
เช่น:
- New Customer ที่ยังไม่มี Second Purchase
- High-frequency Customer ที่เริ่มลด Frequency
- Lapsed Customer 90 วัน
- Promotion-dependent Customer
- High-value Active Customer
เพราะ Action มี Time Horizon สั้นและต้องใช้ข้อมูลที่ Update ได้ต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน ถ้าคำถามคือ: Need-based Segmentation อาจเหมาะกว่า
นี่แสดงให้เห็นว่า: ไม่มี Segmentation Base ที่ดีที่สุดในทุก Situation
ต้องเลือกให้สัมพันธ์กับ Decision
Segment ที่สร้างแล้วต้อง Validate ก่อนนำไปใช้จริง
หลังได้ Segment ไม่ควรถามเพียง: “Cluster ดูสวยไหม?”
ควรตรวจอย่างน้อย:
- Distinct: แต่ละ Segment ต่างกันใน Variables ที่สำคัญจริงหรือไม่?
- Interpretable: ทีมเข้าใจว่าความต่างนั้นหมายถึงอะไรหรือไม่?
- Substantial: Segment มี Size หรือ Value พอให้ลงทุนหรือไม่?
- Reachable: สามารถระบุหรือเข้าถึง Segment ในระบบจริงได้หรือไม่?
- Actionable: สามารถทำ Product, Marketing หรือ Sales ต่างกันได้หรือไม่?
- Stable Enough: Segment มีความเสถียรพอสำหรับ Use Case หรือไม่?
- Measurable: สามารถติดตาม Performance หลัง Activation ได้หรือไม่?
การมี 6 Persona ที่ตั้งชื่อดี ไม่ได้แปลว่าเป็น Segmentation ที่ดี หากไม่สามารถ Identify และ Act กับลูกค้าในโลกจริงได้
อย่าใช้ Persona แทน Segmentation Evidence
Persona มีประโยชน์ในการทำให้ทีมเห็นภาพของ Segment
เช่น: “May, 32, Busy Urban Professional”
แต่ Persona เป็น Representation
ไม่ใช่ Segment ด้วยตัวมันเอง
หาก Segment ถูกสร้างจาก Need-based Research แต่ตอนนำเสนอทีมกลับจดจำเพียง:
Female
32
Bangkok
ก็อาจทำให้กลับไปตีความ Segment เป็น Demographic อีกครั้ง
วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือให้ชื่อ Segment สะท้อน Driver สำคัญ เช่น:
Convenience First
Quality-led Explorers
Value Optimizers
ไม่ใช่ชื่อที่ทำให้คนเข้าใจว่า Age หรือ Lifestyle ที่สมมติขึ้นคือ Definition ของ Segment
8 คำถามก่อนเลือก Segmentation Base
- Segment นี้จะช่วยตัดสินใจเรื่องอะไร?
- Decision นั้นต้องเข้าใจ “ใคร”, “ทำไม” หรือ “ทำอะไร” มากที่สุด?
- Variable ไหนมีเหตุผลเชื่อมกับ Outcome ที่เราต้องการเปลี่ยน?
- คนที่ Demographic เหมือนกันมี Need หรือ Behavior ต่างกันมากหรือไม่?
- คนที่ Need เหมือนกันกระจายอยู่หลาย Demographic Groups หรือไม่?
- หลังสร้าง Segment แล้ว เราสามารถ Identify ลูกค้าในระบบจริงได้หรือไม่?
- แต่ละ Segment จะได้รับ Product, Message, Offer หรือ Sales Action ต่างกันจริงหรือไม่?
- เราจะวัดได้อย่างไรว่า Segmentation ทำให้ Decision หรือ Business Outcome ดีขึ้น?
ถ้าคำตอบยังไม่ชัด การเพิ่ม Algorithm หรือจำนวน Variables มักไม่ได้แก้ปัญหาหลัก
สรุป: อย่าเลือกระหว่าง Demographic กับ Need และ Behavior ให้เลือกบทบาทที่เหมาะกับแต่ละอย่าง
คำตอบของคำถามว่า: “ควร Segment จากอายุ/เพศ หรือ Need และ Behavior?”
ไม่ใช่ว่า Demographic ผิด และ Need-based Segmentation ถูกเสมอ
แต่ตัวแปรเหล่านี้ตอบคนละคำถาม
Demographic ช่วยตอบ: Who are they?
Need ช่วยตอบ: What are they trying to achieve or solve?
Behavior ช่วยตอบ: What are they actually doing?
Value ช่วยตอบ: How commercially important is the relationship?
สำหรับหลาย Business Decisions แนวทางที่มีประโยชน์คือสร้าง Segment จากความแตกต่างด้าน Need หรือ Behavior ที่สามารถเปลี่ยน Action ได้ แล้วใช้ Demographic, Geography และข้อมูลอื่นเพื่อ Profile, Size และ Activate Segment
งานด้าน Segmentation ทั้งใน Consumer และ B2B สนับสนุนแนวคิดของการผสาน Needs, Behaviors และ Descriptive Variables มากกว่าการพึ่งฐานเดียวเสมอไป
คำถามสุดท้ายจึงไม่ควรเป็นเพียง:“ลูกค้ากลุ่มนี้อายุเท่าไร?”
แต่ควรเป็น: “อะไรทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการสิ่งต่างจากกลุ่มอื่น เขามีพฤติกรรมอย่างไร และความแตกต่างนั้นมากพอที่จะทำให้ธุรกิจตัดสินใจหรือทำงานกับเขาต่างออกไปหรือไม่?”

อายุและเพศมีประโยชน์ในการอธิบายว่า “ลูกค้าเป็นใคร” และช่วยเรื่อง Media, Market Sizing หรือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่ไม่ได้อธิบายเสมอไปว่า “ทำไมลูกค้าจึงเลือก” หรือ “ควรทำอะไรกับลูกค้ากลุ่มนี้” หากเป้าหมายคือ Product, Proposition, CRM หรือ Customer Strategy ควรพิจารณา Need และ Behavior เป็นฐานสำคัญ แล้วใช้ Demographic เป็นตัว Profile และช่วย Activation ภายหลัง ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงฐานเดียว
Sources
- Peltier & Schribrowsky. The Use of Need-Based Segmentation for Developing Segment-Specific Direct Marketing Strategies. Supports combining Needs / Buyer Motives with descriptive buyer data to develop segment-specific Marketing Strategies.
- Industrial Marketing Management. Need-based Segmentation and Customized Communication Strategies in a Complex-commodity Industry. Applies Needs, Buying Motives and Benefits Sought to the development of actionable customer segments.
- Industrial Marketing Management, 2024. Incorporating Direct Customers' Customer Needs in a Multi-dimensional B2B Market Segmentation Approach. Develops a B2B approach combining Needs, Behaviors and downstream customer needs.
- McKinsey & Company. Next in Loyalty: Eight Levers to Turn Customers into Fans. Discusses Behavioral Segmentation as a foundation for interventions connected to current and desired customer behavior.
- Harvard Business Review. Rediscovering Market Segmentation. Argues for segmentation that identifies meaningful unmet Needs and groups whose Behavior can be influenced, rather than relying primarily on descriptive profiling.
.png)



.png)
.png)
.png)
.png)






